กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย ประจำเดือนสิงหาคม2563 : Vaccine Hope?

  • SET Indexปรับตัวลดลง-0.8% ในเดือนกรกฎาคม
  • ปัจจุบันมีวัคซีนCOVID-19 ที่อยู่ในการทดลองเฟส3 ทั้งหมด 8 ตัว ซึ่งเป็นความหวังสำคัญสำหรับต่อสู้กับโคโรนาไวรัส
  • จำนวนผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดทะลุ 22ล้านคน โดยติดเชื้อเพิ่มวันเดียวเกือบ 2 แสนราย
  • GDPไทยไตรมาส2 ติดลบสาหัส -12.2%!
  • การLockdownในประเทศใหญ่ๆทั่วโลก จะไม่เกิดขึ้นอีก
  • กว่าเราจะได้เริ่มฉีดวัคซีนกันอย่างจริงจัง ก็น่าจะไม่เร็วไปกว่าช่วงปลายปี2564
  • การประท้วงกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เพราะเมื่อใดที่ผู้คนอดอยาก เมื่อนั้นการประท้วงจะเกิดขึ้นเสมอ
  • การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบมหาศาล อาจไม่ต่างอะไรกับแค่กินยาพารา แต่ไม่รักษาโรค
  • มาตราการพักหนี้ฯ ที่ผ่านมาอาจเป็นระเบิดเวลาที่เตรียมระเบิด
  • ถ้าSETหลุด1300 อาจเตรียมดิ่งนรกอีกระลอก

“Vaccine Hope?”

กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย ประจำเดือนสิงหาคม2563 :Vaccine Hope?

“SET Indexปรับตัวลดลง-0.8% ในเดือนกรกฎาคม”

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนกรกฎาคม2563 ดัชนี SET Index ปรับตัวลดลงจาก1,339.03จุด ลงมาปิดที่1,328.53จุด คิดเป็นการปรับตัวลดลง -0.8% โดยมีปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นได้แก่ ความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนCOVID-19 ขณะที่ปัจจัยลบกดดันตลาดหุ้น คือ จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังคงไม่ฟื้นตัว

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ +68.3% กลุ่มประกันภัยและประกันชีวิต +3.3% และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม +3.2% ในขณะที่กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด ได้แก่ กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ -11.3% กลุ่มธนาคาร -7.8% และกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ -7.6% โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 10,178 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 4,690 ล้านบาท

“วัคซีน” ความหวังแห่งมนุษยชาติ

ปัจจุบันมีวัคซีนที่อยู่ในการทดลองเฟส3 ทั้งหมด 8 ตัว

ในวันที่ 11 สิงหาคม 2563 รัสเซียได้ประกาศใช้วัคซีน Sputnik-V ซึ่งเป็นวัคซีนต้านCOVID-19อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลก(WHO)ได้ออกมาเตือนถึงความปลอดภัยของวัคซีนดังกล่าว เนื่องจากพึ่งถูกนำมาทดสอบในมนุษย์ได้เพียง2เดือนเท่านั้น อย่างไรก็ตามข่าวดังกล่าวก็ผลักดันหุ้นทั่วโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เป็นช่วงสั้นๆ

โดยการทดสอบวัคซีนจะแบ่งออกเป็น 5 เฟส ได้แก่
เฟส Preclinical หมายถึงการทดลอง ที่ยังไม่ผ่านการทดลองในมนุษย์
เฟส1 หมายถึง การทดลองความปลอดภัยในมนุษย์(กลุ่มผู้ทดลองจำนวนน้อย)
เฟส2 หมายถึง การทดลองความปลอดภัยในมนุษย์(กลุ่มผู้ทดลองจำนวนมาก)
เฟส3 หมายถึง การทดลองประสิทธิภาพการต้านโรคของวัคซีนในมนุษย์(กลุ่มผู้ทดลองจำนวนมาก)
Approval คือ การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของแต่ละประเทศ

หากพิจารณาถึงวัคซีนที่ “น่าจะใช้ได้ผลและปลอดภัยจริง”(Phase3) ณ.วันที่17 สิงหาคม2563 จะพบว่ามีวัคซีนที่อยู่ในกระบวนการทดลอง ที่น่าสนใจและน่าติดตามทั้งหมด 8 ตัว ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีวัคซีนที่กำลังถูกพัฒนาอยู่กว่า 135 ชนิด

โดยในเบื้องต้นผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าจะไม่มีวัคซีนใดถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการ จนกว่าจะถึงช่วงกลางปี 2564

ผู้ติดเชื้อCOVID ยังเพิ่มต่อเนื่อง

จำนวนผู้ติดเชื้อCOVID-19 ทั่วโลกทะลุ 22ล้านคน
ติดเชื้อเพิ่มวันเดียวเกือบ 2 แสนราย

จำนวนผู้ติดเชื้อCOVID-19ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุด ณ.วันที่18สิงหาคม2563 จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลก 22,062,533 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตทั่วโลก 777,668 ราย ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ณ.วันที่17สิงหาคม2563 จะยังคงสูงถึง 198,459 ราย

จากข้อมูลจำนวนผู้ติดเขื้อรายใหม่ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่าสถานการณ์ทั่วโลกยังคงไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย สำหรับในประเทศไทยเองที่ไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศติดต่อกัน 85 วัน ก็ยังคงประมาทไม่ได้ เพราะประเทศในกลุ่มอาเซียนข้างเคียงก็ยังพบการระบาดใหม่ต่อวันที่สูงมาก เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ 3,314 ราย และ ประเทศอินโดนีเซีย 1,821 ราย

ซึ่งก็ได้แต่ทำใจว่า…หากยังไม่ได้วัคซีน คงอีกนานกว่าทั่วโลกจะกลับสู่สภาพปกติ

ตัวเลขเศรษฐกิจยังคงดิ่งเหว

GDPไทยไตรมาส2 ติดลบสาหัส -12.2%!

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส2 ที่พึ่งประกาศโดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2020 ก็คงสรุปได้สั้นๆว่า “เละตุ้มเป๊ะ” ซึ่งสรุปได้ดังนี้

  • GDP ไตรมาส 2 ติดลบหนักถึง 12.2% (ช่วงต้มยำกุ้ง -12.5%)
  • อัตราการส่งออกไทยเดือนมิถุนายนหดตัวถึง -24.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
  • มีแรงงานตกงานเพิ่มขึ้น 7 แสนคน ทั้งในและนอกภาคการเกษตร จากช่วงเดียวกันปีก่อน
  • คาดการณ์ GDP ทั้งปี ติดลบ 7.5% (จากเดิม คาดการณ์ติดลบ5-6%)
  • มีแรงงานเสี่ยงตกงาน-ถูกเลิกจ้าง เพิ่มอีกกว่า 1.7 ล้านคน

ซึ่งข้อมูลที่ออกมาก็ต้องเรียกว่า ไม่ได้ร้ายแรงเกินกว่าความคาดหวังของเราแต่อย่างใด ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทิศทางการคาดการณ์เศรษฐกิจของ สภาพัฒน์ฯ ยังคงคาดการณ์ในแนวโน้มที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง

ความเห็น

Main Street VS Wall Street

เรื่องแรกที่ต้องพูดถึงคือ ความแตกต่างระหว่างเศรษฐกิจจริง(Main Street) กับตลาดหุ้น(Wall Street) ซึ่งเราได้พูดถึงเรื่องนี้มาในบทวิเคราะห์หลายๆเดือน ครั้งนี้ เราจะหยิบมาสรุปให้ฟังอีกรอบ

    • เศรษฐกิจจริง(Main Street) คนจะกล้าจับจ่ายใช้สอยก็ต่อเมื่อ มั่นใจว่าในอนาคตจะได้เงินชัวร์ๆ ดังนั้นจึงมีลักษณะเป็นLagging Indicator
    • ตลาดหุ้น(Wall Street) จุดซื้อที่ดีที่สุด ก็คือ จุดที่คิดว่าจะไม่มีเหตุการณ์ที่แย่กว่านี้เกิดขึ้นอีกแล้ว  เพราะหากรอจนเกิดเรื่องดีขึ้นแล้ว  ราคาที่ซื้อได้ย่อมเป็นราคาที่สูง(ซื้อก่อนได้เปรียบ) ดังนั้นจึงมีลักษณะเป็นLeading Indicator

ดังนั้นคำถามสำคัญก็คือ…แล้วเราผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้วหรือยัง

COVID-19ทำคนตายเพราะโรค 2แสนคน

แต่ทำคนเกือบอดตายจากการไม่มีรายได้ กว่า700ล้านคน

ข้อแรกที่ต้องพิจารณาก็คือ ความเสี่ยงในเรื่องของการLockdown

หากพิจารณาตามความเป็นจริง ความเสียหายหลักจากCOVID-19 ส่วนหนึ่งก็คือเรื่องชีวิตของประชาชน แต่ความเสียหายหลักที่แท้จริง เกิดจากนโยบายLockdown ของภาครัฐ ซึ่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ “COVID-19ทำคนตายเพราะโรค 2แสนคน แต่ทำคนเกือบอดตายจากการไม่มีรายได้ กว่า700ล้านคน”(COVID-19 ทำคนตกงานกว่า10%ทั่วโลก)

ในความเห็นของเรา เราเชื่อว่าการLockdownในประเทศใหญ่ๆทั่วโลก จะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะรัฐบาลทั่วโลกต่างเรียนรู้บทเรียนแล้วว่า การปิดเมือง ทำให้เศรษฐกิจเสียหายรุนแรงกว่าที่คาดคิดไว้มาก จนเงินอุดหนุนเท่าไหร่ ก็อาจจะไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาได้

วัคซีนอาจมาไม่เร็วอย่างที่คิด

คำถามที่สองก็คือ แล้ววัคซีนจะมาเร็วแค่ไหน

จากข่าวที่ออกมาอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้คนเริ่มมีความหวังว่าการค้นพบวัคซีน จะมาเร็วกว่าที่คาด ซึ่งตลาดหุ้นเองก็ได้ตอบรับความคาดหวังดังกล่าวไปบางส่วนแล้ว

แต่ถ้ามองในแง่กระบวนการมาตรฐานในการคิดค้นวัคซีน จะพบว่า การค้นพบวัคซีนไม่สามารถเร่งเวลาได้ เพราะ สิ่งสำคัญกว่าประสิทธิภาพในการสร้างภูมิค้มกัน ก็คือ ความปลอดภัยของผู้ได้รับวัคซีน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจำเป็นต้องใช้เวลาเป็นตัวตอบคำถาม

สิ่งที่ยากกว่านั้นก็คือ เมื่อค้นพบวัคซีนแล้ว ในแง่ของกระบวนการผลิตวัคซีนออกมาปริมาณมาก รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ เช่น หลอดและเข็มฉีดยา ปริมาณมหาศาลที่จะต้องใช้(Bloomberg เริ่มมีการพูดถึงเรื่องนี้แล้ว) ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ก็ต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย

รวมๆกันทั้งหมด กว่าเราจะได้เริ่มฉีดวัคซีนกันอย่างจริงจัง ก็น่าจะไม่เร็วไปกว่าช่วงปลายปี2564

เมื่อผู้คนอดอยาก

การประท้วงก็จะเกิดขึ้นเสมอ

อีกความเสี่ยงที่เริ่มจะเห็นภาพชัดขึ้นทั่วโลก ก็คือเรื่องของการประท้วงที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

ณ.ปัจจุบันการประท้วงขับไล่ผู้นำประเทศ ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก แต่เกิดขึ้นประเทศต่างๆทั่วโลก เช่น สหรัฐ , อังกฤษ , ฮ่องกง , เกาหลีใต้ , ชิลี , โคลัมเบีย , อิหร่าน , ซาอุดิอาระเบีย , โบลิเวีย , เลบานอน , ฟิลิปปินส์ , อิสราเอล , บราซิล

ซึ่งภาพการประท้วงที่เกิดขึ้น หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ ก็จะพบว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผู้คนอดอยาก การประท้วงก็จะเกิดขึ้นเสมอ

…ก็คงอยากฝากคำกล่าวของOdinที่พูดกับThor ถึงผู้นำทั่วโลกว่า “แอสการ์ดไม่ใช่สถานที่ แต่คือประชาชน”

สภาพคล่องก็เหมือนยาพาราฯ

ถ้าไม่รักษาสาเหตุของโรค สุดท้ายก็ได้แค่ยื้อเวลา

ความเสี่ยงเรื่องสุดท้ายที่จะต้องกลับมาพูดถึง ก็คือ เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก

เศรษฐกิจโลก ณ.ปัจจุบันก็ต้องเรียกว่า พบกับความเสี่ยงในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • จำนวนคนตกงานยังคงสูงอยู่ คิดเป็นเกือบ10%ทั่วโลก
  • ความขัดแย้งในเรื่องสงครามการค้า ระหว่างจีนและสหรัฐ ที่พร้อมจะปะทุอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อ
  • จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในหลายประเทศยังคงสูงอยู่ รวมถึงSecond Waveยังคงพบได้ในหลายประเทศ

สิ่งเดียวที่ยังคงเยียวยาให้เศรษฐกิจไม่ล้มพับไปตอนนี้ ก็คือการอัดฉีดเม็ดเงินมหาศาล ผ่านทั้งกลไกการคลัง และธนาคารกลางต่างๆทั่วโลก แต่อย่าลืมว่า “สภาพคล่องก็เหมือนยาพาราฯ ถ้าไม่รักษาสาเหตุของโรค สุดท้ายก็ได้แค่ยื้อเวลา

มาตราการพักหนี้ ที่ผ่านมาอาจเป็นระเบิดเวลาที่เตรียมระเบิด

ส่วนความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย

ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเลือกจะไม่ต่อมาตราพักหนี้ที่จะสิ้นสุดในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเมื่อถึงเวลาดังกล่าว หากภาคครัวเรือนยังคงไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ จะกลายเป็นNPL ก้อนใหญ่ที่ธนาคารจะต้องแบกรับ

ซึ่งท้ายสุด มาตราการพักหนี้ ที่ผ่านมาอาจเป็นระเบิดเวลาที่เตรียมระเบิด

ถ้าSETหลุด1300 อาจเตรียมดิ่งนรกอีกระลอก

ดังนั้นในแง่กลยุทธ์การลงทุน อย่างที่Allfinnได้เน้นย้ำมาตลอดว่า “ขึ้นให้ขาย” เพราะหุ้นขึ้นในรอบที่ผ่านมา ด้วยความคาดหวังจากแค่สองเรื่อง คือ วัคซีน กับ เม็ดเงินมหาศาลที่ถูกอัดฉีดเข้าระบบ แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงในอนาคต ยังไม่ถูกนำมาPricingเข้าไปในราคาตลาด ณ.ปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย ซึ่งในมุมมองทางเทคนิค หากรอบนี้SETหลุด 1300 จุด อาจเตรียมดิ่งนรกอีกระลอก


บทความโดย :
กษิดิศ ตั้งสวัสดิรัตน์, AFPT™
Founder & Head of investment strategy
(บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกใน Allfinn.net เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2563)