กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย ประจำเดือนมกราคม2563 : World War III?

    • Set Indexปรับตัวลดลง -0.68%ในเดือนธันวาคม
    • การเมืองไทยส่อปะทุ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องการพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่
    • สหรัฐ-จีน เริ่มหันหน้าคุยกัน โดยบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกใน3ประเด็นหลัก
    • BREXITเริ่มมีความชัดเจน หลังพรรคอนุรักษ์นิยมชนะการเลือกตั้งในอังกฤษ
    • Geopolitics Risk ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตาในปี 2020
    • “สหรัฐ-อิหร่าน” ความเสี่ยง Geopoliticsใหม่ที่ต้องจับตา
    • ธนาคารกลางฯทั่วโลกรับบทหนัก ในการพยุงเศรษฐกิจ
    • ความเสี่ยงการเมืองไทย ต้องจับตาใกล้ชิด
    • สำหรับลูกค้าของเรา ที่แนะนำให้ขายเพื่อลดความเสี่ยงไปก่อนหน้า แนะนำให้ทยอยซื้อกลับเพื่อปิดความเสี่ยง
    • ส่วนลูกค้าที่ต้องการซื้อเพิ่ม ยังคงแนะนำให้”รอ”

World War III?

Set Indexปรับตัวลดลง -0.68%ในเดือนธันวาคม

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนธันวาคม 2562 ดัชนี SET Indexปรับตัวลงจากระดับ 1,590.59จุด มาปิดที่ระดับ1,579.84 จุด คิดเป็นการปรับตัวลง -0.68% โดยตลอดทั้งเดือนSET Indexมีลักษณะการแกว่งตัวในกรอบแคบด้วยปริมาณการซื้อขายเบาบาง โดยมีปัจจัยบวกส่วนใหญ่จากต่างประเทศ ได้แก่ การบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรก ระหว่างสหรัฐฯ-จีน และ ความชัดเจนขึ้นของกระบวนBREXIT ขณะที่ได้รับแรงกดดันจากปัจจัยลบภายในประเทศ คือ ความเสี่ยงทางการเมือง จากการตัดสินพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ +10.8% , กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ +3.9% และกลุ่มโรงพยาบาล +3.7% ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด ได้แก่ กลุ่มโรงแรม -9.6% , กลุ่มสื่อสาร -4.9% และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ -2.5% โดยนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายหุ้นไทยสุทธิ 24,487 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศเป็นผู้ซื้อสุทธิ 24,757 ล้านบาท

 

การเมืองไทยส่อปะทุ

“วิ่งไล่ลุง” VS “เดินเชียร์ลุง”

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม จากความกังวลด้านปัจจัยปัจจัยทางการเมือง หลังจากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องการพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ ที่ยื่นโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง จากกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคให้เงินยืมแก่พรรคอนาคตใหม่

นอกจากนี้ยังมีการจัดการชุมนุมในรูปแบบ”Flash Mob”ที่บริเวณสกายวอล์ก แยกปทุมวัน ช่วงเย็นวันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยมีประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนหลายพันคน ขณะที่ใน12 มกราคม 2563 จะมีกิจกรรมทางการเมืองอีกสองกิจกรรม ได้แก่ กิจกรรม”วิ่งไล่ลุง” ที่จะเกิดขึ้นที่สวนวชิรเบญจทัศ และ อีกกิจกรรมหนึ่ง คือ “เดินเชียร์ลุง” ที่จะเกิดขึ้นที่สวนลุมพินี ส่งผลให้ความกังวลเรื่องความวุ่นวายทางการเมืองกลับมาอีกครั้ง

 

สงครามการค้า”สหรัฐ-จีน” เริ่มคุยกันได้

สหรัฐ-จีน บรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกใน3ประเด็นหลัก

การบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรก ระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยข้อตกลงร่วมกันใน3ประเด็นหลัก ได้แก่

  1. สหรัฐฯ ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจีนที่กำหนดเก็บในวันที่ 15 ธันวาคม 2562 วงเงิน 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
  2. สหรัฐฯ ตกลงที่จะลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนที่มีผลเมื่อเดือนกันยายน 2562 วงเงิน 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลืออัตรา 7.5% จากเดิม 15% มีผลบังคับใช้ภายใน 30 วันหลังการลงนาม
  3. จีนตกลงที่จะนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ วงเงิน 4-5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนภาษีก้อนที่สหรัฐฯ เรียกเก็บไปแล้ว 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่อัตรา 25% จะยังคงเดิม แต่อาจทยอยลดลงในการเจรจาเฟสถัด ๆ ไป

โดยผู้นำทั้งสองประเทศน่าจะลงนามข้อตกลงดังกล่าวนี้ได้ในวันที่ 15 มกราคม 2563

 

BREXITเริ่มมีความชัดเจน

พรรคอนุรักษ์นิยมชนะการเลือกตั้งในอังกฤษ
Boris JohnsonประกาศนำอังกฤษออกจากEU

ผลการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษ ซึ่งถูกจัดขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคม 2563 ปรากฏว่าพรรคอนุรักษ์นิยมชนะการเลือกตั้ง และได้รับเสียงข้างมากในสภาอย่างมีนัย อีกทั้งสภาล่างของอังกฤษได้ลงมติเห็นชอบในหลักการร่างกฏหมาย Brexit ของนาย Boris Johnson แล้ว และรอวุฒิสภาลงมติเป็นลำดับถัดไป ซึ่งมีแนวโน้มที่จะผ่านมติอย่างราบรื่น ทำให้ปัญหา Brexit ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปี น่าจะมีทางออกได้ในเร็ว ๆ นี้

 

ความเห็น

Geopolitics Risk ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตาในปี 2020

หากย้อนดูความเสี่ยงปัจจัยภายนอกประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าในMonthly Reportทุกฉบับ ทางAllfinnให้น้ำหนักกับประเด็นความเสียงการเมืองระหว่างประเทศ(Geopolitics Risk)มาตลอด

โดยในปีที่ผ่านมา จะพบว่าตลาดให้น้ำหนักกับสองเรื่องหลักคือ ประเด็นเรื่องBrexit และ สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความเสี่ยงในเชิงการเมืองระหว่างประเทศ(Geopolitics Risk)

ขณะที่ในปี2563 ความเสี่ยงในเชิงGeopolitics ก็ยังเป็นความเสี่ยงใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเดิมๆ อย่างเรื่องสงครามการค้า , การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับประเทศของตน หรือ แม้แต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี2563

“สหรัฐ-อิหร่าน” ความเสี่ยง Geopoliticsใหม่ที่ต้องจับตา

โดยวันที่ 3 มกราคม 2020 เวลา 01.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการส่งโดรนไร้คนขับ ยิงจรวดโจมตีทางอากาศ สังหารพลตรี กัสเซม โซเลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษกุดส์ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) โดยประธานาธิบดีทรัมป์ ได้กล่าวหาพลตรี โซเลมานี ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางแผนสังหารชาวอเมริกันมากมาย การสังหารดังกล่าวจึงทำไปเพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากการถูกคุกคาม

ขณะที่ อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ประกาศกร้าวในทันทีว่าจะแก้แค้นสหรัฐฯ ต่อการสังหารพลตรี โซเลมานี ท่ามกลางกระแสความโกรธแค้นสหรัฐฯ ที่กำลังแพร่ลามไปทั่วทั้งในอิรักและอิหร่าน

ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำให้เกิดความวุ่นวายตามมาอีกหลายระลอก ส่งผลให้ดัชนี้หุ้นทั่วโลกเกิดความผันผวนอย่างหนัก ซึ่งประเด็นความขัดแย้งระหว่าง “สหรัฐ-อิหร่าน” จะเป็นความเสี่ยงที่จะยืดเยื้อ และต้องจะตามองต่อไป

ธนาคารกลางฯทั่วโลกรับบทหนัก ในการพยุงเศรษฐกิจ

ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลก ต้องรับบทหนักในการช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก โดยธนาคารกลางทั่วโลกยังคงดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้มาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุโรป ญี่ปุ่น และ จีน ขณะที่ขนาดงบดุลของสหรัฐฯ ก็กลับทิศมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2019 ที่ผ่านมา จากการที่ FED เข้าไปอัดฉีดสภาพคล่องผ่านตลาด Repo

ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า ธนาคารกลางของประเทศแกนหลักทั่วโลกพร้อมทำทุกทางเพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจของประเทศตนเองจะสามารถขยายตัวได้ตามศักยภาพที่มี และพยายามหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ความเสี่ยงการเมืองไทย ต้องจับตาใกล้ชิด

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องการพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ ทำให้ความเสี่ยงในเชิงการเมืองไทย เริ่มส่งสัญญาณให้ต้องจับตาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามในแง่ของเสถียรภาพรัฐบาล ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น เนื่องจากมีจำนวน สส ย้ายเข้ามาเริ่มสังกัดเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การโหวตในสภาฯสามารถทำได้ง่ายมากขึ้น

สำหรับลูกค้าของเรา ที่แนะนำให้ขายเพื่อลดความเสี่ยงไปก่อนหน้า

แนะนำให้ทยอยซื้อกลับเพื่อปิดความเสี่ยง

สำหรับลูกค้าของเรา ที่แนะนำให้ขายเพื่อลดความเสี่ยงไปก่อนหน้าที่ระดับ1700จุด แนะนำให้ทยอยซื้อกลับเพื่อปิดความเสี่ยง โดยกลยุทธ์การซื้อกลับ ทางFinancial Planner จะเป็นผู้แนะนำลูกค้าเป็นรายบุคคล

ส่วนลูกค้าที่ต้องการซื้อเพิ่ม ยังคงแนะนำให้”รอ”

ส่วนผู้ที่ต้องการซื้อเพิ่ม ทางAllfinn ยังคงแนะนำให้”รอ” เพื่อให้ดัชนีซึมซับข่าวร้ายไปก่อน โดยสำหรับกลุ่มลูกค้าPrivate Wealth ทางFinancial Planner จะแจ้งกลยุทธ์การจัดพอร์ตทางเลือก เพื่อลดผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นรายบุคคล


บทความโดย :
กษิดิศ ตั้งสวัสดิรัตน์, AFPT™
Founder & Head of investment strategy
(บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกใน Allfinn.net เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2563)