กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย ประจำเดือนพฤษภาคม2562: “Who will be the next P.M.?”

  • Set Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น +2.13%ในเดือนเมษายน
  • สงครามการค้าใกล้ได้ข้อสรุป จีน-สหรัฐนัดประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 8 พฤษภาคม 2562
  • IMFลดการคาดการณ์การเติบโตGDP โลกปี 2562 ลงเหลือ 3.3%
  • การเมืองไทยเตรียม”ระอุ” โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีวันที่ 24 พฤษภาคม 2562
  • สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐน่าจะได้ข้อยุติในเร็วๆนี้
  • GDPทั่วโลกถูกปรับลดคาดการณ์ต่อเนื่อง แต่ถูกชดเชยด้วยมุมมองDovishของFED
  • ตลาดหุ้นไทยยังคงไม่แพง อีกทั้งต่างชาติมีการถือครองหุ้นไทยอยู่ในระดับต่ำ
  • การเมืองไทยเข้าสู่ภาวะสุญญากาศ เสถียรภาพของรัฐบาลชุดหน้าคือจุดตัดสิน
  • หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมีเสถียรภาพ จะส่งผลดีอย่างมากต่อเศรษฐกิจ
  • ดัชนี MSCI Emerging Marketเพิ่มสัดส่วนหุ้นไทย คาดจะมีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท
  • ภาพระยะกลางยังมองว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว แต่แนะนำให้รอดูความชัดเจน

“Who will be the next P.M.?”

Set Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น +2.13%ในเดือนเมษายน

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนเมษายน2562 Set Indexปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 1,638.65 จุด มาปิดที่1,673.52 จุด คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น +2.13% จากสิ้นเดือนมีนาคม2562 โดยได้รับปัจจัยบวกหลักจากราคาน้ำมันในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง นอกจากนี้ยังได้ปัจจัยบวกจากการเจรจาการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ที่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญ อีกทั้งปัจจัยการเมืองในประเทศในเดือนที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในช่วง”พักรบ”ชั่วคราว

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดได้แก่ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มทรัพยากร กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มบริการ ตามลำดับ โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิ 3,377.35 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันในประเทศมียอดซื้อสุทธิ 11,822.20 ล้านบาท

 

สงครามการค้าจีน-สหรัฐใกล้ได้ข้อสรุป

จีน-สหรัฐนัดประชุมกันอีกครั้ง ในวันที่ 8พฤษภาคม 2562

สำหรับประเด็นหลักที่ต้องติดตามในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤษภาคม หนีไม่พ้นประเด็นสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ซึ่งยืดเยื้อมาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยทั้งสองประเทศมีกำหนดที่จะประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 8 พฤษภาคม 2562  ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่ทั้งสองประเทศจะบรรลุข้อตกลงด้านการค้ากันได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และจะเป็นข่าวดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลก แต่หากไม่สามารถเจรจากันได้จะเป็นความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นในระยะถัดไป

 

IMFปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลก

IMFลดการคาดการณ์การเติบโตGDP โลกปี 2562 ลงเหลือ 3.3%

ช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา IMF ได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของ GDP โลกปี 2562 ลงเหลือ 3.3% จากเดิม 3.5% ในเดือนมกราคม ส่วนการเติบโตของจีดีพีในปี 2563 ยังคงประมาณการเดิม โดยประเทศที่ถูกปรับลดการเติบโตมากที่สุด ได้แก่ ประเทศเยอรมัน -0.5% จากเรื่องการปรับมาตรฐานการปล่อยก๊าซพิษจากรถยนต์ที่กระทบอุตสาหกรรมยานยนต์ ประเทศอิตาลี -0.5% จากปัญหาหนี้สาธารณะในระดับสูง ประเทศอังกฤษ -0.3% จากการออกสหภาพยุโรป(EU) ที่ปัจจุบันยังไม่ได้ข้อสรุป และสหรัฐอเมริกา -0.2% จากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยุติการจ่ายงบประมาณ(Government Shutdown) และการใช้จ่ายภาครัฐที่น้อยกว่าคาด ส่วนประเทศจีนถูกปรับขึ้น 0.1% จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐบาลจีน

 

การเมืองไทยเตรียมระอุในช่วงครึ่งเดือนหลัง

โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีวันที่ 24พฤษภาคม 2562

ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคม คือ ปัจจัยเรื่องการเมืองไทย ซึ่งจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 โดยเราประเมิน”สูตร”การจัดตั้งรัฐบาลได้เป็น3แนวทาง ได้แก่

  • พรรคพลังประชารัฐสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
  • พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ โดยพรรคเพื่อไทยได้มีการประกาศความร่วมมือกับพรรคพันธมิตรอีก6พรรค ในการตั้งจัดรัฐบาล
  • ไม่มีพรรคไหนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

 

ความเห็น

สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐน่าจะได้ข้อยุติในเร็วๆนี้

ระเด็นสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ท้ายสุดแล้วAllfinnมองว่าจะได้สรุปที่ชัดเจนในเร็วๆนี้ เพราะ โดยประเด็นสงครามการค้าได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2019 (GDP) ถูกปรับลดคาดการณ์ลงจาก 2.3% เหลือ 2.1% ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อคะแนนความนิยมในตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีการเลือกตั้งในแต่ละรัฐ ในวันที่ 5 พ.ย. ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ในช่วงปี2020

GDPทั่วโลกถูกปรับลดคาดการณ์ต่อเนื่อง แต่ถูกชดเชยด้วยมุมมองDovishของFED

ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจทั่วโลก ยังคงถูกปรับลดมุมมองการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2019 (GDP) ถูกปรับลดคาดการณ์ลงจาก2.3%เหลือ2.1%  ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์GDPของไทยถูกปรับลดจาก 4.0% สู่ระดับ 3.8%

อย่างไรก็ตามธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% – 2.50% พร้อมมีมุมมองไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ จากเดิมที่เคยคาดไว้ว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ส่งผลให้นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง(Risk On)ทั่วโลก

ตลาดหุ้นไทยยังคงไม่แพง อีกทั้งต่างชาติมีการถือครองหุ้นไทยอยู่ในระดับต่ำ

สำหรับตลาดหุ้นไทยแม้ว่าจะมีการปรับตัวขึ้นมาจากต้นปี แต่SET Index ณ.บริเวณปัจจุบันที่ 1,654 จุด ยังคงมีค่า P/E ปี 2019 เท่ากับ 15.4 เท่าซึ่งยังอยู่ในระดับไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต อีกทั้งการถือครองหุ้นของต่างชาติยังอยู่ในระดับต่ำกว่า30% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2005

การเมืองไทยเข้าสู่ภาวะสุญญากาศ เสถียรภาพของรัฐบาลชุดหน้าคือจุดตัดสิน

ขณะที่ปัจจัยหลักยังคงอยู่ที่ทิศทางการเมือง โดยผลการเลือกตั้งในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดสถานการณ์”สุญญากาศ” ทางการเมืองขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยหากวิเคราะห์จาก”สูตร”การจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นไปได้ จะพบว่า

  • หากเป็นกรณีที่พรรคพลังประชารัฐสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ โดยใช้สูตร สส.ของตน + 250สว. เพื่อโหวตให้ได้ตำแหน่งนายก จากนั้นจึงจัดตั้ง ครม. หากไม่สามารถรวบรวมเสียง สส.ให้ได้เกิน250เสียง จะทำให้ ครม ที่จัดตั้งขึ้น ไม่มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี(ต้องใช้เสียง สส อย่างน้อย100เสียงเพื่อเปิดอภิปรายฯ และใช้เสียงลงมติไม่ไว้วางใจอย่างน้อย251เสียง)
  • กรณีที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ จะเกิดความไม่สอดประสานกันในการออกกฎหมาย ซึ่งจะต้องใช้เสียง สว.ในการอนุมัติร่างกฎหมาย ทำให้เกิดความ”ล่าช้า”ในการออกกฎหมายขึ้นได้

หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมีเสถียรภาพ จะส่งผลดีอย่างมากต่อเศรษฐกิจ

ในทางตรงกันข้าม หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมีเสถียรภาพ จะส่งผลดีอย่างมากต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐบาลใหม่มีแนวโน้มที่จะเร่งออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนระยะสั้นมากขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยเร่งอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ในช่วงครึ่งหลังของปี อีกทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติ20ปี น่าจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยยังเติบโตต่อเนื่องได้ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า โดยแผนปฏิบัติการที่ได้ระบุไว้ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC และการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมสู่ยุค 4.0 เป็นต้น

คาดจะมีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท

บริษัท MSCI ผู้จัดทำดัชนีอ้างอิงการลงทุนรายใหญ่ของโลก ได้มีการทบทวนเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนหุ้นของดัชนี MSCI Emerging Market โดยให้นำหุ้น NDVR เข้ามารวมในการคำนวณน้ำหนักของดัชนีได้ ส่งผลให้หุ้นไทยถูกเพิ่มน้ำหนักการลงทุนจาก 2.3% เป็น 2.8% คิดเป็นวงเงินลงทุนรวม 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีผลในวันที่ 29 พฤษภาคม 2562 โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะมีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นขนาดใหญ่และภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม

ภาพระยะกลางยังมองว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว แต่แนะนำให้รอดูความชัดเจน

สำหรับคำแนะนำประจำเดือนพฤษภาคม Allfinn มองว่าในภาพระยะยาวตลาดหุ้นไทยยังคงน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว เนื่องจากปัจจัยเรื่องFund Flow ที่จะไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่มากขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะสั้น และระยะยาวจากรัฐบาลชุดใหม่ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยยังเติบโตต่อเนื่องได้ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตามมุมมองระยะสั้น เรามองว่าSet Indexน่าจะแกว่งตัวผันผวนรุนแรง เพื่อรอคอยปัจจัยที่จะเข้ามา โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตาได้แก่ ประเด็นสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ และความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล


บทความโดย :
กษิดิศ ตั้งสวัสดิรัตน์
Founder & Head of investment strategy
(บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกใน Allfinn.net เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562)