กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย ประจำเดือนพฤศจิกายน2561:Wait&See

กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย ประจำเดือนพฤศจิกายน2561:Wait&See

  • SET Indexปรับตัวลดลง-4.97% ในเดือนตุลาคม 2561
  • ความกังวลต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของFed ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐฯขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 3.26% สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลก
  • ปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ในการประชุมG20ช่วงต้นเดือนธันวาคม
  • ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ พรรคเดโมแครตคว้าชัยในสภาล่าง ส่วนรีพับลิกันจะยังครองเสียงข้างมากในสภาสูง
  • Valuationของตลาดหุ้นไทยและทั่วโลกอยู่ในระดับที่ถูก นอกจากนี้IMFคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี2562ยังคงเติบโตในระดับที่ค่อนข้างดี
  • ระยะยาวยังคงมองมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง
  • คาดการณ์ว่าตลาดจะแกว่งตัวในกรอบแคบตลอดเดือนพฤศจิกายน
  • แนะนำWait&See เพื่อรอจังหวะการเข้าซื้อเพิ่มช่วงต้นเดือนธันวาคม

Wait&See

กลยุทธ์การลงทุนประจำเดือนพฤศจิกายน2561-Allfinn.net

SET Indexปรับตัวลดลง -4.97% ในเดือนตุลาคม 2561

ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในเดือนตุลาคม 2561 SET Indexปรับตัวลงจากระดับ1,756.41 จุด ลงมาปิดที่ปิดที่ระดับ1,669.09 จุด คิดเป็นการปรับตัวลดลง -4.97% โดยได้รับแรงกดดันหลักจากปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ ความกังวลต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ(Fed) และประเด็นสงครามการค้าระหว่างประเทศจีนและสหรัฐฯ อีกทั้งยังมีความกังวลต่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนที่รุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยในประเทศที่กระทบต่อหุ้นบริษัทกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ คือมาตรการควบคุมการปล่อยสินเชื่อของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลงน้อยที่สุดได้แก่ กลุ่มธุรกิจการเกษตร -0.2% กลุ่มประกันภัยและประกันชีวิต -2.2% และกลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ -2.5% ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลงแรงที่สุด ได้แก่ กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ -9.2% กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ -6.7% และ กลุ่มยานยนต์ -6.6% โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยมากถึง 64,200 ล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศเป็นฝ่ายซื้อสุทธิ 23,284 ล้านบาท

 

Fedขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 3.26% สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

หลังจากที่นาย Jerome Powellประธาน Fed ได้กล่าวว่าแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ทะยานขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 3.26% ในช่วงตันเดือนตุลาคม สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของนักลงทุนต่อทิศทางนโยบายการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นให้ปรับตัวลดลงทั่วโลกในช่วงต้นเดือนตุลาคม

 

สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

การหารือระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐ จะเกิดขึ้นในการประชุมG20ช่วงต้นเดือนธันวาคม

วันที่ 30 ตุลาคม ทางการสหรัฐฯได้ออกประกาศว่าทางรัฐบาลอยู่ในกระบวนการร่างนโยบายภาษีที่จะมีผลใช้กับสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเติม หากการหารือระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump และประธานาธิบดี Xi Jingping ในการประชุม G20 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายนถึงวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ไม่ได้ข้อสรุปที่น่าพึงพอใจ โดยนโยบายดังกล่าวอาจจะคลอบคลุมสินค้าจากจีนอีกมูลค่าประมาณ 257,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ

เดโมแครตคว้าชัยในสภาล่าง ส่วนรีพับลิกันจะยังครองเสียงข้างมากในสภาสูง

สำหรับผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯเมื่อวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา พรรคเดโมแครตเป็นฝ่ายชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เก้าอี้ ส.ส. ไปทั้งหมด 222 ที่นั่ง จากจำนวนทั้งสิ้น435 ที่นั่ง นับเป็นการชนะครั้งแรกในรอบ 8 ปีของพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนการเลือกตั้งวุฒิสภาพรรครีพับลิกันได้เก้าอี้ไปทั้งหมด51 ที่นั่ง เฉือนชนะพรรคเดโมแครตซึ่งได้จำนวนเก้าอี้ 46 ที่นั่ง

 

ความเห็น

Valuationของตลาดหุ้นไทยอยู่ในเกณฑ์ที่น่าสนใจ

จากข้อมูลของBloomberg Consensus พบว่าค่า Price/Earningซึ่งเป็นตัวบ่งบอกระดับความถูกหรือแพงของตลาดหุ้นปรับเข้าสู่ระดับที่น่าลงทุน โดยHistorical P/Eของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ.สิ้นเดือนตุลาคมอยู่ที่ระดับ อยู่ที่ระดับ 16.51x ต่ำที่สุดในรอบ5ปี ขณะคาดการณ์การเติบโตของกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยยังคงสูงถึงระดับ10.6% นอกจากนี้เมื่อมองไปที่คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจพบว่าIMF คาดการณ์การเติบโต GDP โลกปี 2019 ที่ 3.7% โดยมองตลาดเกิดใหม่(Emerging Market)เติบโต 4.7% และตลาดพัฒนาแล้ว(Developed Market)เติบโต 2.1% อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับการเติบโตในปี 2561 ซึ่งจัดว่าเป็นการเติบโตในระดับที่ค่อนข้างดี

ระยะยาวยังคงมองมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง

สำหรับมุมมองระยะยาว เรายังคงมองมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหลัก ได้แก่ ความชัดเจนเรื่องกำหนดการเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าจะมีการเลือกตั้งภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นอกจากนั้นยังมีปัจจัยบวกจากแผนปฎิรูปภาษี ทั้งภาษีบุคคลธรรมดาจากระดับสูงสุดที่ 35% มาเป็นระดับสูงสุดที่ 25% ซึ่งจะส่งผลให้ภาคประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังมีนโยบายปรับลดภาษีนิติบุคคลจะอัตราสุทธิที่ 28%(ภาษีนิติบุคคล+ภาษีเงินปันผล) ลงมาที่ 25 % ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทต่างๆมีกำไรสุทธิสูงขึ้น โดยคาดว่าจะมีการนำนโยบายภาษีดังกล่าวมาปรับใช้ในปี2562 อีกทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจด้านต่างๆที่จะมีการประกาศออกมาในช่วงก่อนการเลือกตั้งเพื่อเสริมคะแนนนิยมให้แก่รัฐบาลปัจจุบัน

คาดการณ์ว่าตลาดจะแกว่งตัวในกรอบแคบตลอดเดือนพฤศจิกายน

Allfinn คาดการณ์ว่าตลาดจะแกว่งตัวในกรอบแคบ โดยมองว่าSet Indexจะแกว่งตัวอยู่กรอบ 1,620-1,680 จุด เพื่อรอผลการหารือระหว่างDonald Trump และ Xi Jingpingช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยหากสหรัฐฯและจีนสามารถเจรจาข้อตกลงทางการค้าได้ในการประชุม G20 จะส่งผลให้ตลาดสามารถปรับตัวขึ้นได้แรง เพื่อตอบรับกับปัจจัยบวกในประเทศทั้งประเด็นผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ยังคงเติบโตในระดับที่ดี รวมถึงประเด็นการเลือกตั้งทั่วไปของไทยที่จะจัดขึ้นในช่วงต้นปี 2562

แนะนำWait&See เพื่อรอจังหวะการเข้าซื้อเพิ่มช่วงต้นเดือนธันวาคม

Allfinn แนะนำให้นักลงทุนWait&See เพื่อรอจังหวะการเข้าซื้อเพิ่มอีกครั้ง ในช่วงหลังจากการประชุมทวิภาคีระหว่างสหรัฐและจีนได้ข้อสรุป ทั้งนี้หากตลาดมีปัจจัยอื่นเข้ามากระทบ จนส่งผลให้เราเปลี่ยนมุมมองกลยุทธ์ ทีมงานที่ปรึกษาของเราจะแจ้งเตือนให้ลูกค้าทราบเป็นลำดับต่อไป


บทความโดย :
กษิดิศ ตั้งสวัสดิรัตน์
Founder & Head of investment strategy
(บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกใน Allfinn.net เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561)