กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย ประจำเดือนพฤศจิกายน2562 : “So Expensive”

  • Set Index ปรับตัวลดลง -2.2%ในเดือนตุลาคม
  • FEDส่งสัญญาณว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ จะเป็นการลดครั้งสุดท้าย
  • หุ้นกลุ่มแบงค์ร่วงจากความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวและสินเชื่อด้อยคุณภาพ(NPL)เพิ่มขึ้น
  • Geopolitics Risk ลดความร้อนแรงลงชั่วคราว แค่พักรบแต่ยังไม่สิ้นสุดสงคราม
  • SurpriseจากFEDหมดลง ได้เวลากลับสู่โลกความจริง
  • เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ คนไทยหนี้ท่วม
  • หุ้นไทยแพงจนซื้อไม่ลง
  • สำหรับลูกค้าของเราที่แนะนำให้ขายเพื่อลดความเสี่ยงไปก่อนหน้า แนะนำให้ทยอยซื้อกลับเพื่อปิดความเสี่ยง
  • ส่วนลูกค้าที่ต้องการซื้อเพิ่ม ยังคงแนะนำให้”รอ”

“So Expensive”

Set Index ปรับตัวลดลง -2.2%ในเดือนตุลาคม

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนตุลาคม2562 Set Indexปรับตัวลดลงจากระดับ 1,637.22 จุด มาปิดที่ 1,601.49 จุด คิดเป็นการปรับตัวลดลง -2.2% โดยได้รับปัจจัยกดดันจากการปรับลดกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน และความกังวลเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ซึ่งสวนทางกับปัจจัยต่างประเทศที่ส่งผลดีต่อการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และแนวโน้มที่ดีขึ้นของBREXIT

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด (รวมเงินปันผล) ได้แก่ กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ +3.8% กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ +2.3% และกลุ่ม ICT +1.5% ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด ได้แก่ กลุ่มเกษตรและอาหาร -11.6% กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ -9.3% และกลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ -8.5% โดยนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายหุ้นไทยสุทธิ 7,845 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 409 ล้านบาท

FEDลดดอกเบี้ยตามคาด

FEDส่งสัญญาณว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้

จะเป็นการลดครั้งสุดท้าย

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)ได้ทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน โดยมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% มาที่ระดับ 1.50 – 1.75% โดยในแถลงการณ์ระบุว่าตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับการใช้จ่ายครัวเรือนซึ่งขยายตัวในอัตราที่สูง ด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังเพิ่มขึ้นในอัตราค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม การลงทุนและการส่งออกยังคงอ่อนแอ

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับแถลงการณ์ในครั้งนี้ คือ การที่นายJerome Powell ประธาน FED ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว และส่งสัญญาณพักการลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากขึ้นในระยะถัดไป

หุ้นกลุ่มธนาคารฉุดSETร่วง

หุ้นกลุ่มแบงค์ร่วงจากความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว

และสินเชื่อด้อยคุณภาพ(NPL)เพิ่มขึ้น

ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 2% YoY และ 5% QoQ โดยการเติบโตส่วนใหญ่มาจากกำไรพิเศษจากการขายบริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิต (SCB Life) ของธนาคารไทยพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเพียงกำไรปกติของกลุ่มธนาคาร จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก จากการเพิ่มการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์และเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง สินเชื่อโดยรวมขยายตัวเพียงเล็กน้อย ในขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อยังหดตัว รายได้ค่าธรรมเนียมยังคงหดตัวจากการฟรีค่าธรรมเนียมการโอน ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยทรงตัวและมีแนวโน้มลดลงหากอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีการปรับลดลง ในขณะที่ฝั่งต้นทุนนั้น ยังไม่สามารถลดลงได้เร็วนัก ทำให้หุ้นในกลุ่มธนาคารฉุดให้ SET Index ปรับตัวลง

ความเห็น

Geopolitics Risk ลดความร้อนแรงลงชั่วคราว

แค่พักรบ แต่ยังไม่สิ้นสุดสงคราม

หากย้อนดูความเสี่ยงปัจจัยภายนอกประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าในMonthly Reportทุกฉบับ ทางAllfinnให้น้ำหนักกับประเด็นความเสียงการเมืองระหว่างประเทศ(Geopolitics Risk)มาตลอด

หากไม่นับประเทศการลดอัตราดอกเบี้ยของFED จะพบว่าตลาดให้น้ำหนักกับสองเรื่องหลักคือ ประเด็นเรื่องBrexit และ สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความเสี่ยงในเชิงการเมืองระหว่างประเทศ(Geopolitics Risk)

สำหรับประเด็น BREXIT สหภาพยุโรปมีมติยินยอมให้สหราชอาณาจักร (UK) ขยายเส้นตายออกไปจากเดิมวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ไปเป็น 31 มกราคม 2563 และหากทาง UK พร้อมก็สามารถถอนตัวได้ก่อนกำหนด ทำให้โอกาสที่จะเกิดการถอนตัวอย่างไม่มีข้อตกลง (Hard Brexit) ลดลง

ประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีความคืบหน้าไปในทางที่ดีขึ้น โดยสหรัฐฯ และจีนมีแนวโน้มจะบรรลุข้อตกลงทางการค้าในเฟสแรกภายในกรอบเวลาที่กำหนด

อย่างไรก็ตามในมุมมองของ Allfinn เรามองว่าประเด็นสงครามการค้าของมหาอำนาจทั้งสองคง ยังไม่สิ้นสุดง่ายๆ ซึ่งAllfinn จะยังคงให้น้ำหนักกับประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง

SurpriseจากFEDหมดลง ได้เวลากลับสู่โลกความจริง

ความหวังตลาดหุ้นทั่วโลกในปีนี้ ถูกฝากความหวังไว้กับการตัดสินใจลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(FED) เพื่อพยุงเศรษฐกิจโลกที่หดตัวลงจากพิษสงครามการค้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดสงครามอย่างต่อเนื่องกับประเทศคู่ค้าต่างๆทั่วโลก ซึ่งผลกระทบของสงครามการค้าได้ส่งผลให้องค์การการค้าโลก (WTO) ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของการค้าโลกในปีนี้ สู่ระดับ 1.2% ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยก่อนหน้านี้ WTO คาดการณ์ในเดือนเม.ย.ว่า การขยายตัวของการค้าโลกในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 2.6%

โดยธนาคารกลางสหรัฐ(FED) ก็ได้ทำหน้าที่เป็นพระเอกขี่ม้าขาวพยุงเศรษฐกิจโลก โดยตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยถึง3ครั้ง อย่างไรก็ตามกระสุนในการลดอัตราดอกเบี้ยย่อมมีจุดสิ้นสุด โดยล่าสุดนายJerome Powell ประธาน FED ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว นั่นย่อมสะท้อนว่า จากนี้ไปตลาดจะต้องฝากความหวังไว้กับ “ตัวเลขเศรษฐกิจ” แล้ว

เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ คนไทยหนี้ท่วม

อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของตลาดหุ้นไทย กลับมาอยู่ที่ประเด็นความเปราะบางของเศรษฐกิจในประเทศ สะท้อนได้จากความกังวลของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศ โดยKBANK ตั้งเป้าการเติบโตในปี 2563 แบ่งเป็น

  • สินเชื่อรวมเติบโตที่ 4-6% จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 5-7%
  • สัดส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม(NPL Ratio Gross)ที่ 3.6-4.0% จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 3.3-3.7%

โดยภายหลังการประกาศตัวเลขผลประกอบการดังกล่างของKBANK ส่งผลให้วันที่24ตุลาคม2562 ราคาหุ้นKBANKปรับตัวลดลงแรงถึง -7.38% ภายในวันเดียว

หุ้นไทยแพงจนซื้อไม่ลง

นอกจากนี้หลังจากการประกาศงบของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ถูกประกาศออกมาต่ำกว่าคาดการณ์หลายหลายบริษัท ส่งผลให้นักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัย์ เริ่มทะยอยปรับลดตัวเลขคาดการณ์กำไรของปีนี้และปีหน้าของบริษัทจดทะเบียนฯลง

ส่งผลให้ที่ระดับดัชนีSET Index ประมาณ1600จุด ตลาดหุ้นไทยยังคงมีค่าP/E สูงถึงประมาณ16เท่า ซึ่งสูงกว่าระดับค่าเฉลี่ยที่ประมาณ15เท่า ถึงประมาณ+1SD. ดังนั้นที่ระดับดัชนีดังกล่าว ถึงแม้ดูผ่านๆจะรู้สึกว่าตลาดลงมาค่อนข้างมาก แต่หากวิเคราะห์ถึงความสามารถในการทำกำไรที่ลดลงของบริษัทจดทะเบียน ก็ยังต้องบอกว่าดัชนี1600 หุ้นไทยยัง “แพง”

สำหรับลูกค้าของเรา ที่แนะนำให้ขายเพื่อลดความเสี่ยงไปก่อนหน้า

แนะนำให้ทยอยซื้อกลับเพื่อปิดความเสี่ยง

สำหรับลูกค้าของเรา ที่แนะนำให้ขายเพื่อลดความเสี่ยงไปก่อนหน้าที่ระดับ1700จุด แนะนำให้ทยอยซื้อกลับเพื่อปิดความเสี่ยง โดยกลยุทธ์การซื้อกลับ ทางFinancial Planner จะเป็นผู้แนะนำลูกค้าเป็นรายบุคคล

ส่วนลูกค้าที่ต้องการซื้อเพิ่ม ยังคงแนะนำให้”รอ”

ส่วนผู้ที่ต้องการซื้อเพิ่ม ทางAllfinn ยังคงแนะนำให้”รอ” เพื่อให้ดัชนีซึมซับข่าวร้ายไปก่อน โดยสำหรับกลุ่มลูกค้าPrivate Wealth ทางFinancial Planner จะแจ้งกลยุทธ์การจัดพอร์ตทางเลือก เพื่อลดผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นรายบุคคล


บทความโดย :
กษิดิศ ตั้งสวัสดิรัตน์, AFPT™
Founder & Head of investment strategy
(บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกใน Allfinn.net เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562)

Allfinn มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน พร้อมให้บริการวางแผนการเงินของท่านอย่างรอบด้าน โดยยึดหลักที่ถูกต้องตามวิชาการ รวมทั้งแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับโจทย์ทางการเงินของท่าน เพื่อให้ท่านสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเงินได้ตามความต้องการ

ต้องการใช้บริการ?

เป็นเพื่อนกับAllfinn

สนใจขอรับบริการวางแผนการเงินจากผู้เชี่ยวชาญ
กรุณา Add Line เพื่อนัดหมายการให้บริการ

เป็นเพื่อนกับAllfinn