กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย ประจำเดือนพฤศจิกายน2563 : “Ceasefire”

  • Bidenคว้าชัย ทำตลาดหุ้นไทยพุ่ง 70จุด
  • ข่าววัคซีนโควิด ของPfizer-BioNTech ทำตลาดหุ้นไทยพุ่งแตะ1,350จุด
  • ใครตามบทวิเคราะห์เราในเดือนที่ผ่านมา ก็น่าจะยิ้มออกทุกคน
  • บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า “ช่วงเวลาที่มืดมน อย่าสูญสิ้นซึ่งความหวัง”
  • วิกฤติโควิดอาจจะผ่านไปแล้ว แต่วิกฤติเศรษฐกิจยังไม่เริ่มต้นขึ้น
  • Pfizerออกข่าวดี แต่ผู้บริหารชิงขายหุ้นทิ้ง!? เพราะแทบเป็นไปไม่ได้ ที่วัคซีนจะฉีดให้คนจำนวนมากได้
  • ไบเดนเป็นประธานาธิบดี แต่ความขัดแย้งของสหรัฐ-จีน ก็ไม่จบ
  • ชะตากรรมของSMEs จะเป็นตัวชี้ชะตากรรมเศรษฐกิจไทย
  • นักลงทุนระยะสั้น แนะนำ “ทยอยขายทำกำไร”
  • นักลงทุนกลาง-ยาว แนะนำ “ทยอยขายลดพอร์ต”

“Ceasefire”

กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย ประจำเดือนพฤศจิกายน2563 : “Ceasefire”

“SET Indexปรับตัวลดลง-3.4% ในเดือนกันยายน”

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนตุลาคม2563 ดัชนี SET Index ปรับตัวลดลงจาก 1,237.04 จุด ลงมาปิดที่ 1,194.95 จุด คิดเป็นการปรับตัวลดลง -3.4% โดยปัจจัยกดดันหลัก คือ ปัญหาการเมืองภายในประเทศ การแพร่ระบาดระลอกสอง(Second Wave)ของไวรัส COVID-19 ในหลายประเทศ และความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้งของประเทศสหรัฐฯ

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ได้แก่ กลุ่มเกษตร +20.9% กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ +14.5% และกลุ่มเงินทุนหลักทรัพย์ +5.7% ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด ได้แก่ กลุ่มการท่องเที่ยว -10.8% กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง -8.5% และกลุ่มพาณิชย์ -8.2% โดยนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายหุ้นไทยสุทธิ 21,876.22 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิทั้งสิ้น 13,115.03 ล้านบาท

 

Bidenคว้าชัย

“Bidenคว้าชัย ทำตลาดหุ้นไทยพุ่ง 70จุด”

สำหรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯอย่างไม่เป็นทางการฯ ณ.วันที่16พฤศจิกายน2563

  • ประธานาธิบดี : นาย Joe Biden(พรรคDemocrat) เป็นฝ่ายคว้าชัยได้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯคนที่ 46 โดยได้คะแนนเสียง 290:232 (ผู้ชนะต้องได้อย่างน้อย 270เสียง)
  • สภาผู้แทนราษฎร : พรรคDemocrat เป็นฝ่ายคว้าชัย ในสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนนเสียง 219:203 (ผู้ชนะต้องได้อย่างน้อย 218 ที่นั่ง)
  • วุฒิสภา : ผลยังคลุมเครือ โดย พรรคDemocratได้ไป48 ที่นั่ง ส่วนพรรคRepublicansได้ไป 50 ที่นั่ง (ผู้ชนะต้องได้อย่างน้อย 51 ที่นั่ง)

โดยนับตั้งแต่การเลือกตั้งสหรัฐฯ ในวันที่ 3พฤศจิกายน เสร็จสิ้น ตลาดหุ้นไทยได้พุ่งทะยานขึ้นจากระดับ 1,197จุด ขึ้นมาที่1,270จุด ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 1สัปดาห์

 

วัคซีนโควิดเริ่มมีความหวัง?

ข่าววัคซีนโควิด ของPfizer-BioNTech ทำตลาดหุ้นไทยพุ่งแตะ1,350จุด

หลังจากข่าวดี ยังถาโถมเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยในวันที่ 10พฤศจิกายน ทางบริษัทPfizerได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้า ถึงผลการทดสอบวัควีนของบริษัท โดยได้ระบุว่า

“ผลการทดสอบเบื้องต้น ประสบความสำเร็จมากกว่า 90% ในการป้องกันการติดเชื้อโคโรนาไวรัสของกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครที่เข้าร่วมในการทดสอบเกือบ 40,000คน ใน6ประเทศ”

ซึ่งข่าวความคืบหน้าของวัคซีนดังกล่าวได้ผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยพุ่งทะยานต่อ จากระดับ 1,270 จุด ขึ้นมาทำจุดสูงสุดแตะระดับ 1350จุด ได้เป็นครั้งแรกในรอบ3เดือน ด้วยมูลค่าการซื้อขายสูงทะลุ1แสนล้านบาท ต่อเนื่องกัน2วันติดต่อกัน

 

ความเห็น

ใครตามบทวิเคราะห์เรา ก็น่าจะยิ้มออกทุกคน

สำหรับลูกค้าและนักลงทุนที่ได้ติดตามบทวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนประจำเดือนตุลาคมของเรา ก็น่าจะยิ้มออกกันทุกคน เพราะในช่วงเวลาที่ไร้สิ้นซึ่งความหวัง เราได้แนะนำให้มีการซื้อเก็งกำไร เพื่อรอรับผลการเลือกตั้งของประธานาธิบดีสหรัฐ โดยเราได้ประเมินว่า “ไม่ว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี ตลาดก็จะดีดกลับสู่ระดับ 1400-1500 จุดได้

บทเรียนนี้ สอนให้รู้ว่า…

“ช่วงเวลาที่มืดมน อย่าสูญสิ้นซึ่งความหวัง”

ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ลูกค้าของเราทุกคนจะกล้าเข้าซื้อในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพราะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดเต็มไปด้วยปัจจัยลบ โหมกระหน่ำเข้ามาทุกทาง ดูไร้ซึ่งความหวังว่าตลาดจะฟื้นคืนอีกครั้งได้อย่างไร

หากให้สรุปออกมาเป็นบทเรียนหนึ่งข้อ นั่นก็คือ “ช่วงเวลาที่มืดมน อย่าสูญสิ้นซึ่งความหวัง”

นี่คือสัจธรรมในตลาดที่จะเกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า…

วิกฤติโควิดอาจจะผ่านไปแล้ว

แต่วิกฤติเศรษฐกิจยังไม่เริ่มต้นขึ้น

หลังจากอวยตัวเองกันเสร็จเรียบร้อย เรามาดูกันต่อว่า แล้วต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร?

ถ้าสรุปสั้นๆก็คือ เรายังมองว่า ภาพใหญ่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย “วิกฤติโควิดอาจจะผ่านไปแล้ว แต่วิกฤติเศรษฐกิจยังไม่เริ่มต้นขึ้น” ด้วยปัจจัยรุมเร้าที่ยังตามหลอกหลอนยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น

  • COVIDยังไม่น่าจะจบลงง่ายๆ แม้จะมีข่าวดีของPfizer
  • การเมืองโลก จะกลับเข้าเข้าสู่โต๊ะเจรจามากขึ้น แต่ความขัดแย้งจีน-สหรัฐฯ ก็ยังรุนแรงเหมือนเดิม
  • ธุรกิจSMEsยังไม่พ้น”โคม่า” ถ้าภาครัฐไม่ช่วย อีกไม่นานระเบิดลูกโซ่จะเริ่มทำงาน

Pfizerออกข่าวดี แต่ผู้บริหารชิงขายหุ้นทิ้ง!?

เพราะแทบเป็นไปไม่ได้ ที่วัคซีนจะฉีดให้คนจำนวนมากได้

หลังจากทางบริษัทPfizerได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้า ของผลการทดสอบวัคซีน หลังจากนั้นอีกสองวันก็มีข่าวผู้บริหารทั้งCEO ที่ราคาสูงสุดของวัน ในมูลค่าสูงถึง 5.6ล้านเหรียญ อีกทั้งรองประธานCEOก็ได้ขายหุ้นที่ราคาเดียวกับ มูลค่าสูงถึง1.8ล้านเหรียญ

หากมาวิเคราะห์กันให้ดีก็จะพบประเด็นปัญหาสำคัญของวัคซีนจากทางPfizer คือ วัคซีนดังกล่าวต่อให้ได้ผลจริง ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่สามารถ”ฉีด”ให้แก่บุคคลในวงกว้างได้

เนื่องจากวัควีนเป็น mRNA vaccine ต้องเก็บและขนส่งที่อุณหภูมิ -70องศา ซึ่งตู้เย็นที่สามารถเก็บได้ที่อุณหภูมิดังกล่าว “แพงมาก” ราคาขายในไทยตู้เล็กๆก็หลักแสน ยิ่งตู้ใหญ่ ยิ่งราคาหลักหลายล้าน รพ.หลายแห่งในสหรัฐก็ไม่ได้มีตู้เย็นดังกล่าวใช้กันอย่างทั่วถึง

ดังนั้นถ้าจะลุ้นเรื่องวัควีน รอลุ้นของAstra zeneca ซึ่งจัดเก็บได้ในตู้เย็นปกติจะดีกว่า

ต่อให้มีวัคซีน เข็มฉีดยาก็ขาดแคลนแน่ๆ

ยังไม่นับถึงปัญหาใหญ่ที่เราเคยพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลิตวัคซีน และ การขาดแคลน”เข็มและหลอดฉีดยา” จำนวนมหาศาลที่จะต้องใช้กันหลักพันล้านชุด

ซึ่งกว่าจะฉีดกันได้ครึ่งนึงของประชากร(อัตราส่วนขั้นต่ำในการป้องกันการแพร่ระบาด) ก็น่าจะใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่าสองปี

ไบเดนเป็นประธานาธิบดี

แต่ความขัดแย้งของสหรัฐ-จีน ก็ไม่จบ

เรื่องนี้เราขอหยิบบทวิเคราะห์ที่กล่าวไปในกลยุทธ์การลงทุนประจำเดือนกันยายน มาฉายภาพให้ฟังอีกซักครั้ง

“เรื่องต่อมาก็คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะมีขึ้นในวันที่3 พฤศจิกายน 2563 หลายคนก็เริ่มคาดหวังว่าหากJoe Biden ชนะการเลือกตั้ง ความขัดแย้งของ2มหาอำนาจ จีน-สหรัฐฯ อาจจะเบาบางลง

เราลองมาวิเคราะห์กันแบบนี้ ความขัดแย้งของจีน-สหรัฐ เป็นความขัดแย้งใน 3 มิติพร้อมๆกัน คือ

  • เศรษฐกิจ : การที่จีนแย่งงาน-แย่งตลาด จากสหรัฐ
  • เทคโนโลยี : เทคโนโลยี 5G , ความก้าวหน้าด้าน AI ของจีน
  • ความมั่นคงของประเทศ : การถูกสอดแนมจากเทคโนโลยีของจีน , การขยายอำนาจการเมือง-การทหารของจีน

ซึ่งหากมองเช่นนี้แล้วจะพบว่า สงครามการค้าเป็นเพียงหน้าฉากของความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ ส่วนสำคัญที่สุดก็คือเรื่องความมั่นคง

…และถ้าเป็นเรื่องความมั่นคง แน่นอนว่าคงไม่จบง่ายๆแน่นอน (เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้นเอง)”

ชะตากรรมของSMEs

จะเป็นตัวชี้ชะตากรรมเศรษฐกิจไทย

สุดท้ายเศรษฐกิจไทยเอง ก็มีระเบิดลุกใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในภาคธุรกิจSMEs โดยเราเล่าเรื่องนี้ไปในกลยุทธ์การลงทุนประจำเดือนตุลาคม ซึ่งสรุปสั้นๆคือ

ระเบิดลูกแรกจะเริ่มจาก “การสิ้นสุดมาตรการพักหนี้-พักชำระหนี้” ซึ่งจะสิ้นสุดระยะเวลาช่วยเหลือในวันที่ 22 ตุลาคม 2563

หากนักลงทุนลองไปเดินห้างกลางเมือง จะพบว่าร้านอาหารในห้างเริ่มมีคนเต็มเหมือนเดิม ตัดภาพไปที่แม่ค้าริมทาง-ตลาดนัด ที่ทุกคนบ่นตรงกันว่า “โคตรเงียบ”

ซึ่งหากมีแค่รายใหญ่ที่รอด แต่SMEsไปไม่รอด…ตั้งแต่สิ้นเดือนนี้เป็นต้นไป

เราจะได้เริ่มเห็นการปิดกิจการ+ปลดคนออก ระลอกใหญ่อีกครั้งนึง

คนตกงาน->คนหยุดผ่อนอสังหา->แบงค์หนี้ท่วม->???

เมื่อคนเริ่มตกงาน ก็จะกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในขั้นต่อๆไป จนเกิดระเบิดลูกที่ต่อไปตามมา

นักลงทุนระยะสั้น แนะนำ “ทยอยขายทำกำไร”

นักลงทุนกลาง-ยาว แนะนำ “ทยอยขายลดพอร์ต”

สำหรับมุมมองตลาด เรายังคงมุมมองเดิมว่าตลาดจะดีดตัวขึ้นไปที่ระดับ 1,400-1,500 จุด

ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในเดือนพฤศจิกายน เรายังแบ่งนักลงทุนเป็นสองกลุ่มคือ

สำหรับนักลงทุนเก็งกำไร เราแนะนำให้”ทยอยขายทำกำไร” โดยมีเป้าหมายการดีดของดัชนีรอบนี้ ที่ระดับ 1400-1500 จุด

สำหรับนักลงทุนระยะกลาง-ยาว แนะนำให้ใช้จังหวะดัชนีดีดตัวขึ้น “ขายลดพอร์ต” เพื่อเตรียมตัว “เก็บกระสุน” สำหรับการเข้าซื้อในรอบถัดไป


บทความโดย :
กษิดิศ ตั้งสวัสดิรัตน์, AFPT™
Founder & Head of investment strategy
(บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกใน Allfinn.net เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563)