กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย ประจำเดือนตุลาคม2561:Still Bullish?

กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย ประจำเดือนตุลาคม2561:Still Bullish?

  • SET Indexปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% ในเดือนกันยายน 2561
  • วิกฤติประเทศตลาดเกิดใหม่(Emerging market)ยังคงรบกวนตลาดอย่างต่อเนื่อง
  • การเลือกตั้งมีความชัดเจนเพิ่มขึ้น คาดว่าการเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นภายใน ก.พ. 62
  • ในระยะสั้นคาดว่าประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนน่าจะรุนแรงลดลง
  • แผนปฎิรูปภาษีทั้งภาษีบุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคลจะเป็นKey Driverหลักในปีหน้า
  • แนะนำนักลงทุนเพิ่มพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ในช่วงที่การประกาศงบQ3ปลายเดือนตุลาคม
  • หากตลาดมีการปรับตัวลดลงแรง แนะนำให้นักลงทุนทยอยเพิ่มสัดส่วนในตลาดหุ้นไทย

Still Bullish?

SET Indexปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2% ในช่วงเดือนกันยายน 2561

ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายน 2561 SET Indexปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 1721.58จุด ณ.สิ้นเดือนสิงหาคม 2561 ขึ้นมาปิดที่ระดับ 1756.41จุด คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% โดยในช่วงต้นเดือนกันยายนตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงจากปัจจัยกดดันเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่ นำโดยประเทศอาร์เจนตินา และ ประเทศตรุกี นอกจากนี้ยังมีปัจจัยกดดันจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน อย่างไรก็ในช่วงกลางเดือนมีประเด็นบวกจากความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งของประเทศไทยเข้ามาช่วยผลักดันให้SET Indexไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิ 7,756 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 16,955 ล้านบาท

วิกฤติประเทศตลาดเกิดใหม่

อาร์เจนตินาขอความช่วยเหลือจากIMF

ช่วงต้นเดือนกันยายน ตลาดได้รับปัจจัยกดดันหลักมาจากวิกฤติการณ์เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่(Emerging Market) นำโดยประเทศอาร์เจนตินาที่ประกาศขอความช่วยเหลือด้านการเงินจากIMF นอกจากนั้นยังได้ประกาศมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังอย่างเร่งด่วนเพื่อพยุงสถานะการคลังของประเทศ

เงินเฟ้อประเทศตรุกียังคงสูงอย่างต่อเนื่อง

จากนั้นประเทศตรุกีซึ่งยังอยู่ในภาวะวิกฤติได้ประกาศตัวเลขอัตราเงินเฟ้อสูงที่ 17.9%ในเดือนสิงหาคม และล่าสุดตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือนกันยายนที่รายงานออกมาล่าสุดสูงถึงระดับ25%(สูงที่สุดในรอบ15ปี) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ประมาณ 21% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของค่าเงินลีร่าตุรกี

ความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งของไทย

การเลือกตั้งของไทยน่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2562

ในช่วงกลางเดือนกันยายน ตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยบวกจากเรื่องการเลือกตั้งภายในประเทศที่มีความคืบหน้ามากขึ้น หลังจากที่มีการประกาศ พ.ร.บ. “ที่มาของ ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.” และได้เผยแพร่ลงในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 13 กันยายน 2561 นอกจากนี้ยังมีการประกาศระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ในวันที่ 18 กันยายน 2561 หลังจากที่ช่วงเดือนสิงหาคมได้มีประกาศราชกิจจานุเบกษาแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จำนวน 5 คน ซึ่งตามกฎหมายต้องจัดเลือกตั้งภายใน 150 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นจุดต่ำสุดที่ 1,666 จุด ไปสู่ 1,720 จุด ในช่วงกลางเดือน

ประเด็นสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯและจีน

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนร้อนแรงน้อยกว่าที่คาด

ประเด็นสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐและจีนยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนกันยายน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในอัตรา 10% มีผลบังคับใช้วันที่ 24 กันยายน 2561 ส่วนจีนก็ตอบโต้ด้วยการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐในมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และทรัมป์ยังวางแผนที่จะขึ้นภาษีจาก 10% เป็น 25% ภายในเดือนมกราคม 2562 อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นกลับตอบสนองกับข่าวนี้ในเชิงบวกเนื่องจากการเก็บภาษีรอบนี้ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้   นอกจากนั้นยังคงมีกรอบการเจรจาต่อรองทวิภาคีระหว่าง 2 ประเทศ ทำให้มีแรงซื้อไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกผลักดันให้ SET index ปรับตัวขึ้นถึงระดับ 1760จุดได้ในช่วงปลายเดือน

ความเห็น

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนน่าจะรุนแรงลดลง

เรามีมุมมองว่าประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนน่าจะมีความรุนแรงที่ลดลงในช่วงสั้น เนื่องจาก ในวันที่ 6 พฤศจิกายน จะเป็นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ มีความเป็นไปได้สูงที่ทั้งสองประเทศจะรอดูท่าทีหลังจากการเลือกตั้งให้จบลงก่อน จากนั้นจึงค่อยตัดสินใจดำเนินนโยบายที่ชัดเจนในลำดับต่อไป

ผลประกอบการไตรมาส3 ความเสี่ยงที่ยังต้องระวังในระยะสั้น

ผลประกอบการไตรมาส3ที่จะต้องรายงานภาย30 วันนับจากสิ้นไตรมาสยังคงเป็นความเสี่ยงของตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายเดือนนี้ โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่กลุ่มท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง กลุ่มค้าปลีกจาก Sentiment การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่ยังค่อนข้างต่ำ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ซึ่งถูกผลกระทบจากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึงมาตรการความเข้มงวดสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทย อย่างไรก็ตามตลาดน่าจะได้ปัจจัยบวกจากกลุ่มน้ำมันซึ่งในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ระยะยาวยังคงมองมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง

สำหรับมุมมองระยะยาว เรายังคงมองมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหลัก ได้แก่ ความชัดเจนเรื่องกำหนดการเลือกตั้ง  ซึ่งคาดว่าจะมีการเลือกตั้งภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นอกจากนั้นยังมีปัจจัยบวกจากแผนปฎิรูปภาษี ทั้งภาษีบุคคลธรรมดาจากระดับสูงสุดที่ 35% มาเป็นระดับสูงสุดที่ 25% ซึ่งจะส่งผลให้ภาคประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังมีนโยบายปรับลดภาษีนิติบุคคลจะอัตราสุทธิที่ 28%(ภาษีนิติบุคคล+ภาษีเงินปันผล) ลงมาที่ 25 % ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทต่างๆมีกำไรสุทธิสูงขึ้น โดยคาดว่าจะมีการนำนโยบายภาษีดังกล่าวมาปรับใช้ในปี2562 อีกทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจด้านต่างๆที่จะมีการประกาศออกมาในช่วงก่อนการเลือกตั้งเพื่อเสริมคะแนนนิยมให้แก่รัฐบาลปัจจุบัน

แนะนำนักลงทุนเพิ่มพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

Allfinn แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเน้นไปที่กองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเชิงรับ(Passive Fund)เป็นหลัก โดยเน้นการลงทุนในช่วงจังหวะที่ตลาดมีการปรับตัวลดลง โดยคาดการณ์ว่าช่วงปลายเดือนตุลาคมตลาดจะมีความผันผวนจากประเด็นผลประกอบการไตรมาสที่ 3 อย่างไรก็ตามหาก SET Index มีการปรับตัวลดลงจากปัจจัยระยะสั้นจะมีการแจ้งให้ลูกค้าทยอยเพิ่มสัดส่วนการลงทุน


บทความโดย :
กษิดิศ ตั้งสวัสดิรัตน์
Founder & Head of investment strategy
(บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกใน Allfinn.net เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2561)