กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย ประจำเดือนกันยายน2563 : Second Wave?

  • SET Indexปรับตัวลดลง-1.3% ในเดือนสิงหาคม
  • หลายประเทศในเอเชียและยุโรปเริ่มเจอการแพร่ของไวรัส COVID-19 ระลอกสอง
  • ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ “สหรัฐฯ-จีน” ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
  • เศรษฐก็แย่ การเมืองก็ระอุ ตลาดหุ้นไทยก็เลยติดกรอบ1,350จุด
  • COVID-19 ยังคงไม่จบง่ายๆ อย่างน้อยก็น่าจะไม่ต่ำกว่าอีก2ปี
  • ไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดี สงครามการค้า จีน-สหรัฐ ก็คงไม่จบง่ายๆ
  • ไทยจะรอดSecond Waveได้หรือไม่?
  • P/Eหุ้นไทย ยังคงโคตรแพง ถ้าเทียบกับค่าเฉลี่ยหุ้นไทยควรอยู่แค่ 840 จุด
  • แนะนำนักลงทุน ขายเพื่อถือเงินสดให้ได้มากที่สุด รอจังหวะกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง

“Second Wave?”

กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย ประจำเดือนกันยายน2563 : Second Wave?

“SET Indexปรับตัวลดลง-1.3% ในเดือนสิงหาคม”

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคม2563 ดัชนี SET Index ปรับตัวลดลงจาก1328.53 จุด ลงมาปิดที่1,310.66 จุด คิดเป็นการปรับตัวลดลง -1.3% โดยปัจจัยหลักกดดันตลาดหลักคือ การแพร่ระบาดของCOVID-19ระลอกสอง(Second Wave)ในหลายประเทศ , สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่รุนแรงขึ้น และ ตัวเลขเศรษฐกิจที่แย่+การเมืองที่มั่นคงของประเทศไทย

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ได้แก่ กลุ่มการท่องเที่ยว +8.3% กลุ่มขนส่ง +5.0% และกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ +4.6% ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด ได้แก่ กลุ่มพลังงาน -5.3% กลุ่มวัสดุก่อสร้าง -4.2% และกลุ่มการแพทย์ -2.6% โดยนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายหุ้นไทยสุทธิ 27,661 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อหุ้นไทยสุทธิ 11,574 ล้านบาท

 

Second Wave

หลายประเทศในเอเชียและยุโรปเริ่มเจอการแพร่ระบาดระลอกสอง

การแพร่ระบาดของCOVID-19 ยังคงลุกลามอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

  • ทั่วโลก : จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันเริ่มทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 250,000-300,000 ราย/วัน โดยปัจจุบัน ณ.วันที่10 กันยายน 2563 มีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสทั่วโลก 28,052,222 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตทั่วโลก 908,475 ราย
  • สหรัฐ(อันดับ1) : สถานการณ์เริ่มดีขึ้น โดยจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันลดลงจากระดับสูงสุดที่70,000ราย/วัน ลงมาอยู่ที่ระดับ 30,000-40,000 ราย/วัน
  • อินเดีย(อันดับ2) : สถานการณ์เลวร้ายลงมาก ล่าสุดตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นอันดับสองของโลก โดยจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันเพิ่มขึ้นเกือบแตะ100,000รายวัน
  • รัสเซีย(อันดับ3) : สถานการณ์เริ่มทรงตัว โดยจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันอยู่ที่ประมาณ5,000 ราย/วัน
  • Second Wave : หลายประเทศในเอเชียและยุโรปเริ่มกลับมาเจอการแพร่ระบาดอีกครั้ง โดยเฉพาะประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเริ่มกลับมามียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มมีการใช้มาตรการป้องกันที่เข้มงวดขึ้นอีกครั้ง

ขณะที่ความคืบหน้าการทดลองวัคซีนยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยรัสเซียได้เริ่มประกาศใช้วัคซีนอย่างเป็นทางการ(แม้ว่าจะยังทดลองไม่สมบูรณ์) ขณะที่ปัจจุบันมีวัคซีนที่อยู่ในการทดลองPhrase3(น่าจะได้ผลและใช้ได้จริง) ทั้งสิ้น9ตัว โดยสามารถติดตามได้จากบทความ https://www.allfinn.net/vaccine_covid19_list/

 

Trade War(Again and Maybe Forever)

ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ “สหรัฐฯ-จีน”

ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ “สหรัฐฯ-จีน” ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังจากที่ทั้งสองประเทศตอบโต้กันผ่านมาตรการทางกฎหมาย การคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่และบริษัทต่าง ๆ และการใช้วิธีการข่มขู่ทางทหาร

  • โดยสหรัฐฯ ได้เลื่อนการทบทวนข้อตกลงการค้าเฟส 1 กับจีนออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ ให้เวลาจีนในการสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐฯเพิ่มเติม

ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะกดดันตลาดในระยะกลางและระยะยาว โดยมีแนวโน้มว่าDonald Trumpจะกดดันจีนเพิ่มเติม เพื่อเรียกคะแนนความนิยมก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563

 

“3นิ้ว”กดดันหุ้นไทย

เศรษฐก็แย่ การเมืองก็ระอุ…

ตลาดหุ้นไทยก็เลยติดกรอบ 1,350 จุด

ส่วนปัจจัยภายในประเทศไทย ที่ส่งผลให้หุ้นไทย “Underperform” หุ้นทั่วโลกมี 2 ปัจจัยหลักได้แก่

  • ปัจจัยการเมือง : การชุมนุมของกลุ่มนักเรียน-นักศึกษาเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญและยุบสภา เริ่มมีความเสี่ยงจะเกิดความวุ่นวายมากขึ้น
  • ปัจจัยเศรษฐกิจ :
    • ตัวเลข GDP ในไตรมาส 2/2563 ที่ยังคงหดตัวลง 12.2% ต่อเนื่องจากการหดตัว 2% ในไตรมาส 1/2563
    • สภาพัฒน์ปรับลดกรอบคาดการณ์ GDP 2020 ลงสู่ -7.6% ถึง -7.3% (จากเดิม -6% ถึง -5%)
    • ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ GDP 2020 ไว้ที่ -8.1%

แม้ว่าตลาดในฝั่งอเมริกันจะดีดตัวจนทำNew Highแล้ว แต่ความเสี่ยงจากทั้งสองด้าน…จึงส่งผลให้หุ้นไทยยังคงไม่สามารถดีดตัวขึ้นเหนือกว่าระดับ1,350จุด

 

ความเห็น

COVID-19 ยังคงไม่จบง่ายๆ

อย่างน้อยก็น่าจะไม่ต่ำกว่าอีก2ปี

ถ้านักลงทุนท่านใดที่ติดตามMonthly Reportของเรามาต่อเนื่อง เราพูดมาเสมอว่า COVID-19 ไม่น่าจะจบง่าย น่าจะอยู่กับเราไปอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า2ปี ซึ่งล่าสุดแม้ประธานาธิบดี Donald Trumpจะกดดันให้บริษัทยาต่างๆ เล็งการผลิตวัคซีนออกมาให้ได้ก่อนการเลือกตั้ง แต่บริษัทยากว่า9แห่ง ในสหรัฐและยุโรปต่างร่วมกันลงนาม ว่า

จะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการยึดหลักความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีน และจะยื่นขออนุมัติหรือขออนุญาตใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉิน ก็ต่อเมื่อวัคซีนนั้นมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเป็นที่แน่ชัด หลังจากผ่านการทดลองทางคลินิกขั้นสุดท้ายแล้วเท่านั้น

พูดง่ายๆก็คือ ความปลอดภัยต้องมาก่อน …

ยังไม่นับรวมถึงกระบวนการผลิตวัคซีนออกมาปริมาณมาก รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ เช่น หลอดและเข็มฉีดยา ปริมาณมหาศาลที่จะต้องใช้ รวมๆกันทั้งหมด กว่าเราจะได้เริ่มฉีดวัคซีนกันอย่างจริงจัง ก็น่าจะไม่เร็วไปกว่าช่วงปลายปี2564

ไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดี

สงครามการค้า จีน-สหรัฐ ก็คงไม่จบง่ายๆ

เรื่องต่อมาก็คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะมีขึ้นในวันที่3 พฤศจิกายน 2563 หลายคนก็เริ่มคาดหวังว่าหากJoe Biden ชนะการเลือกตั้ง ความขัดแย้งของ2มหาอำนาจ จีน-สหรัฐฯ อาจจะเบาบางลง

เราลองมาวิเคราะห์กันแบบนี้ ความขัดแย้งของจีน-สหรัฐ เป็นความขัดแย้งใน 3 มิติพร้อมๆกัน คือ

  • เศรษฐกิจ : การที่จีนแย่งงาน-แย่งตลาด จากสหรัฐ
  • เทคโนโลยี : เทคโนโลยี 5G , ความก้าวหน้าด้าน AI ของจีน
  • ความมั่นคงของประเทศ : การถูกสอดแนมจากเทคโนโลยีของจีน , การขยายอำนาจการเมือง-การทหารของจีน

ซึ่งหากมองเช่นนี้แล้วจะพบว่า สงครามการค้าเป็นเพียงหน้าฉากของความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ ส่วนสำคัญที่สุดก็คือเรื่องความมั่นคง

…และถ้าเป็นเรื่องความมั่นคง แน่นอนว่าคงไม่จบง่ายๆแน่นอน (เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้นเอง)

ไทยจะรอดSecond Waveได้หรือไม่?

กลับมาที่ประเทศไทยของเรา จะเห็นว่าตอนนี้เราเจอปัจจัยกดดันถึงสองเรื่อง คือ เรื่องเศรษฐกิจ และ เรื่องการเมือง

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ ณ.ปัจจุบันประเทศรอบบ้านเรา ล้วนแล้วแต่เจอการระบาดระลอกสอง(Second Wave)ที่รุนแรงแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พม่า , อินโดนีเซีย , ฟิลิปปินส์

แล้วที่ไทยยังรอดอยู่ได้ เป็นเพราะเราไม่มีการระบาดในประเทศ…หรือเพราะว่าเราไม่ได้ตรวจแบบปูพรมกันแน่

แต่ที่แน่ๆคือ ถ้าเราเจอ “Second Wave + เศรษฐกิจแย่อยู่แล้ว + การเมืองไม่นิ่ง” … บอกตรงๆว่าไม่อยากนึกสภาพเลยทีเดียว

P/Eหุ้นไทยยังคงโคตรแพง

หันมามองที่ตลาดหุ้นไทยจะพบว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียน(EPS) น่าจะอยู่ที่ประมาณ58-60บาท ต่อหุ้น ซึ่งหากเทียบกับดัชนี ณ.ระดับ 1300 จุด จะคิดเป็น P/E Ratio สูงถึง21.6เท่า (ค่าเฉลี่ยระยะยาวอยู่แค่เพียง 14 เท่า)

…ซึ่งหากลองกดเครื่องคิดเลขเล่นๆ ว่าP/E 14 เท่า ก็จะได้SET Index ที่ระดับ 840 จุด เท่านั้น!

ขายลดพอร์ตเพื่อถือเงินสดให้ได้มากที่สุด

เพื่อรอจังหวะเวลาที่ดีในการกลับเข้าลงทุนระยะยาวอีกครั้ง

ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์ก็คงแนะนำได้ไม่ยาก ขายลดพอร์ตเพื่อถือเงินสดให้ได้มากที่สุด เพื่อรอจังหวะเวลาที่ดีในการกลับเข้าลงทุนระยะยาวอีกครั้ง ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ทางAllfinnก็จะแจ้งลูกค้าเป็นลำดับต่อไป


บทความโดย :
กษิดิศ ตั้งสวัสดิรัตน์, AFPT™
Founder & Head of investment strategy
(บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกใน Allfinn.net เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2563)